fbpx

By

Narakorn Pradubtong
เมื่อพูดถึงตลาดน้ำ หลายคนก็มักจะนึกถึงแหล่งตลาดอันหลากหลาย ที่มีอยู่ตามต่างจังหวัดข้างเคียงกรุงเทพฯโดยทั่วกัน โดยการที่บ้านเรามีตลาดน้ำถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หาได้ยากถ้าเทียบกับประเทศอื่นที่ไม่มีพื้นที่อาณาบริเวณแบบนี้ ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ภูมิภาคโชคดีกว่าที่อื่นๆ เพราะปกคลุมไปด้วย พื้นที่ราบลุ่ม ภูเขา แม่น้ำ และทะเลเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้วิถีชีวิตที่เราอยู่คู่กันมายาวนาน หนึ่งในนั้นก็คงจะหนีพ้นอะไรไปไม่ได้นอกจาก แม่น้ำลำธาร ที่ภายหลังมาประยุกต์ให้เกิดเป็นตลาดน้ำขึ้น ตลาดน้ำ นับเป็นแหล่งวิถีการค้าขายอันยาวนานหลายชั่วอายุคน แต่ในปัจจุบันการมาเดินตลาดน้ำสำหรับคนในเมืองกับนักท่องเที่ยวเริ่มมีน้อยลงแล้ว ดังนั้น เราควรที่จะมาเที่ยวชมบริเวณแห่งนี้กันบ้างซึ่งไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำแบบไหนก็ตามก็ล้วนมีเสน่ห์และชีวิตที่ไม่เหมือนกันเลยทีเดียว เราไปดูกันครับว่าเหตุผลที่เราควรมาเที่ยวตลาดน้ำมีอะไรบ้าง 1. เป็นย่านค้าขายอันเก่าแก่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการค้าขายอันยาวนานนับศตวรรษ แรกเริ่มเราเริ่มค้าขายกันบนเรือตามแม่น้ำลำธาร จนเกิดมาเป็นตลาดน้ำอย่างเช่นทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณลองมาเที่ยวตลาดน้ำดู คุฯจะสัมผัสถึงของกินอันเก่าแก่และระบบการซื้อขายที่คลาสสิกไม่เหมือนใครเลยทีเดียว 2. เก่าและดี ตลาดน้ำเป็นสถานที่ๆเก่าอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งอาหารหรือสิ่งของบางเจ้าก็ถูกสืบทอดส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน โดยยังคงความคลาสสิกและความอร่อยเอาไว้มาอย่างยาวนานมากๆ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมาเที่ยวที่นี่คุณอาจจะได้สัมผัสรสชาติของกินดั่งเช่นก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวมันไก่ที่มีการสืบทอดรสชาติกันมาเป็นเวลา 100 ปีก็เป็นได้ 3. พ่อค้าแม่ค้าใส่ใจ ถ้าหากลองมองลึกลงไปถึงรากเหง้าวิถีชีวิตดู คุณจะรับรู้ได้ว่าสิ่งของที่พวกแม่ค้าพ่อค้าเอามาขายนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นของที่พวกเขาทำขึ้นเอง ผลิตเองแบบหามรุ่งหามค่ำกันเลย ซึ่งก็ไม่แปลกที่อาหารหรือขนมต่างๆจะมีรสชาติที่หอมหวานละมุนกว่าที่ไหนๆ โดยเฉพาะขนมในแต่ละพื้นที่ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กันเลยทีเดียว เป็นเพราะพวกเขาได้ให้ความสำคัญต่อทุกกระบวนการที่เขาทำเพื่อเอาใจคนซื้อหรือผู้บริโภคอย่างเรานั่นเอง 4. วิถีชีวิตอันสวยงาม นอกจากจะเป็นแหล่งค้าขายหรือท่องเที่ยวที่ดีแล้ว ตลาดน้ำมักจะจัดทัวน์ล่องแม่น้ำเข้าไปดูวิถีชีวิตริมคลองซึ่งหาดูได้ยากสำหรับในเมืองใหญ่ วิถีการดำเนินชีวิตกว่า 100 ปี มักจะมีเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลและสวยงามในเชิงประวัติศาสตร์เสมอ 5. บรรยากาศชวนพักผ่อน...
Read More
ตามรายงานจากข่าวกรมอุตุนิยมวิทยาของทางญี่ปุ่นได้พยากรณ์อากาศเอาไว้แล้วว่า พายุที่คาดว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ “ฮากิบิส” จะเคลื่อนตัวเข้ามายังฝั่งฮามามัสสึและเคลื่อนตัวเฉียงขึ้นไปยังฝั่งโตเกียวในวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ส่งผลให้ในช่วงระหว่างนั้น ชิบะ ชิซึโอกะ อิบารากิ โทจิกิ คานากาวะ ไซตามะ กุมมะ นากาโนะ ยามากาตะ ยามานาชิ นีงาตะ ฟูกูชิมะ มิยากิ และ อิวาเตะ ได้รับผลกระทบไปด้วย ทำให้เส้นทางเดินรถไฟต้องเป็นอันยกเลิกไป และจากรายงานของทางกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นในวันเดียวกัน คาดการณ์เอาไว้อีกว่าวันที่ 13 ตุลาคม หรือวันนี้ พายุดังกล่าวจะเคลื่อนตัวออกนอกชายฝั่งกรุงโตเกียว โดยมีการแจ้งกราฟฟิกคร่าวๆให้เห็นได้ในเว็บไซต์ windy.com ซึ่งก็เป็นผลจริงอย่างที่คาดการณ์ กลายเป็นว่าประเทศญี่ปุ่นบางส่วนหลักๆได้ผ่านพ้นขีดอันตรายของพายุฮากิบิสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังต้องมีการซ่อมบำรุงและจัดมาตราการฟื้นฟูบ้านเมืองอีกในหลายพื้นที่ โดยทางจังหวัดแถบคันไซ เช่น โอซาก้า นาโกย่า นารา เกียวโต ได้รับผลกระทบไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าเป็นข่าวดีและเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับทางฝั่งทางแถบคันไซที่ไม่ได้ผลกระทบอันตรายมากเท่าไหร่นัก ผิดกับจังหวัดชิบะที่ได้รับผลจากแผ่นดินไหวและน้ำท่วมฉับพลัน แต่ทางรัฐบาลก็ระดมกำลังจัดแจงระบายน้ำออกให้ไว้ที่สุดเพื่อเข้าฟื้นฟูพื้นที่ให้แล้วเสร็จเพื่อเตรียมตัวรับนักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่อพยพไปนั่นเอง อีกทั้งในเมืองหลวงอย่าง โตเกียว ก็มีอากาศแจ่มใส และไม่ได้รับผลใดๆจากพายุมากนัก นับว่าจังหวัดทางฝั่งใกล้เคียงอย่างชิบะ ฮามามัสสึ ได้รับผลกระทบจากลูกตาพายุเคลื่อนตัวเข้ามาเต็มๆ แต่ในตอนนี้พายุได้เคลื่อนตัวออกนอกชายฝั่งทะเลไปแล้ว แต่ก็ยังส่งผลต่อภูมิภาคบางส่วนในฮอกไกโดอยู่...
Read More
ดูเหมือนว่าตัวเลือกจะค่อยๆเพิ่มมาเรื่อยๆแล้ว สำหรับโลกเราที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ล่าสุดก็ได้มีการประกาศจากประเทศคาซัคสถาน ประเทศที่เราเองรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากไปหรือไปยากเมื่อได้ยินชื่อ บางคนแทบร้องออกมาเลยว่า ประเทศนี้มีอะไรน่าสนใจบ้างด้วยซ้ำ ซึ่งเราจะมาประกาศและเจาะลึกกันครับว่าประเทศดังกล่าวนี้ ได้อัพเดตสถานการณ์อะไรไว้แล้วบ้าง โดยอันดับแรกเลยคือ ประเทศคาซัคสถาน ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะยกเลิกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวไทยโดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 กันยายน 2562 นี้ เพิ่มอีก 1 ประเทศ สำหรับที่เที่ยวต่างประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า กับประเทศคาซัคสถาน ที่ได้ประกาศยกเลิกการตรวจลงตราวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป โดยมีการประกาศจากทางสถานทูตของคาซัคสถานและทางรัฐบาลของเขาเองเลย โดยมีมติดังนี้ “ข้อกำหนดการยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าสำหรับพลเมืองของราชอาณาจักรไทย สามารถพำนักอยู่ได้ 30 วัน มีผลใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ” แต่ใครเลยจะรู้จักหรือเข้าใจว่า คาซัคสถาน ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าเที่ยวเอามากๆซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะไม่รู้เท่าไหร่นัก แถมราคาตั๋วก็แพง แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันตั๋วได้มีการปรับลดเป็นราคาโปรได้อย่างแพร่หลายแล้วใน Traveloka หรือ Skyscaner ฉะนั้นก็ลองไปสำรวจดูได้ว่าเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้ราคาก็จับต้องกันได้หมดแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปครับ เห็นแบบนี้แล้ว คาซัคสถาน ก็เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ดูแล้วก็เหมือนที่เที่ยวในฝันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Big...
Read More
นับเป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นถึงประเทศที่มีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไว้ตั้งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพีระมิด สุสานฟาโรห์ หรือรูปปั้นสฟิงส์ที่ปกคลุมไปด้วยทะเลทรายและความกว้างใหญ่ไพศาลของพื้นที่อันแห้งแล้ง พูดมาขนาดนี้ถ้ายังเดาว่าเป็นประเทศอะไรไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว นั่นก็คือประเทศอียิปต์นั่นเอง ประเทศอียิปต์เป็นประเทศที่ปกคลุมไปด้วยทะเลทรายซะส่วนใหญ่ มีอาณาเขตพื้นที่ร้อนชื้น ติดลุ่มแม่น้ำไนท์ แต่เนื่องจากพื้นที่มีการเข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรจึงมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็นในบางฤดู เพราะฉะนั้นแล้วถ้าคุณไปแล้วไปถึงตอนเย็นคุณจะรู้สึกถึงความหนาวจัดได้ในทันที ทั้งๆที่ตอนกลางวันก็ร้อนตับแทบแตก ทั้งนี้ถ้าใครที่กำลังเตรียมตัวจะไปเที่ยวอียิปต์ก็ควรเตรียมการเรื่องต่างๆเป็นสำคัญดังนี้ครับ 1. หน้ากากกันฝุ่น ถ้าคุณรู้สึกว่า PM2.5 บ้านเราที่ว่าแย่แล้ว หรือฝุ่นจากเขาชนไก่สมัยเรียน รด. คิดว่าเดือดแล้ว ขอบอกว่าที่อียิปต์เดือดกว่าเยอะครับ เพราะด้วยสภาพอากาศโดยรอบเป็นทะเลทราย เพราะฉะนั้นที่นั่นจะเต็มไปด้วยฝุ่นละอองมากมาย แถมพื้นที่ในเมืองก็เต็มไปด้วยขยะหรือสิ่งของรีไซเคิลต่างๆ ทำให้เกิดฝุ่นหลากหลายประเภท ฉะนั้นแล้วถ้าใครจะไปควรพกผ้าปิดปากหรือหน้ากากกันฝุ่นไปด้วยจะดีมาก ยิ่งคนเป็นภูมิแพ้ยิ่งต้องระวังเลย 2. แว่นกันแดด/ครีมกันแดด แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือแว่นกันแดด เพราะแสงแดดที่นู่นจ้ามากๆ ทำให้การมองเห็นของเราอาจจะไม่คุ้นชิน ยิ่งสภาพอากาศที่ร้อนชื้นแบบนี้ยิ่งต้องพกครีมกันแดดไปด้วยยิ่งดี เพราะ UV ที่นู่นจะกัดกินผิวคุณชนิดแบบไม่รู้ตัว เชื่อเลยว่าถ้าใครไม่ได้ทาครีมก่อนออกไปผจญภัย กลับมาก็คงผิวดำกลมกลืนกับชาวพื้นเมืองแน่นอน 3. เตรียมวีซ่าแต่เนิ่นๆ หลายคนอาจจะคิดว่าการทำวีซ่าของที่อียิปต์ เป็นอะไรที่ชิวและสะดวกสบาย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็อย่าชะล่าใจไป เพราะการทำวีซ่าของคุณมีโอกาสไม่ผ่านได้ง่ายมากๆ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องไปจัดการเรื่องของวีซ่าให้ผ่านซะแน่เนิ่นๆ ไม่อย่างนั้นพอถึงวันไปแล้ว วีซ่าไม่ผ่านก็ไม่สามารถไปได้นั่นเอง 4. ตัวเลขตามท้องที่ คุณพระ เรื่องนี้เป็นอะไรที่สำคัญมากพอๆกับบ้านเราเลยนะ เพราะที่ประเทศอียิปต์เขาไม่นิยมใช้ตัวเลขอารบิกกันนะ แต่ดันนิยมใช้ตัวเลขอาหรับ...
Read More
สิ้นปีใหม่ ถ้าหากใครที่ต้องการจะไปท่องเที่ยวในเชิงของธรรมชาติที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร งานนี้ทาง LIFEPRO TRAVEL ขอนำเสนอพื้นที่อันห่างไกลที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงว่ามันสามารถไปได้ นั่นก็คือ ทะเลสาบไบคาลนั่นเอง ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักสถานที่นี้ดีว่ามันคือที่ไหนกัน และมันมีความสวยงามยังไงที่คุ้มค่าต่อการไป เดี๋ยวทาง LIFEPRO TRAVEL จะมาอธิบายให้ฟัง ทะเลสาบไบคาล เป็นสถานที่ๆขึ้นชื่อและได้รับการลงทะเบียนว่าเป็นมรดกโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไซบีเรีย ซึ่งมันเป็นสถานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก และสวยงามที่สุดติดอันดับโลก ในช่วงหน้าหนาวไซบีเรียจะมีสภาพอากาศเย็นยะเยือกตลอดเดือน ทำให้สะเลสาบไบคาลแข็งตัวกลายเป็นเสมือนแผ่นดินที่มีความสวยงามและหนาวเหน็บน่าไปเที่ยว การไปเที่ยวทะเลสาบไบคาล จำเป็นจะต้องซื้อทัวน์วันเดย์อย่างเดียว และต้องเข้าใจภาษาอังกฤษในระดับหนึ่งด้วย โดยเดี๋ยวนี้สายการบินได้มีการเปิดโปรโมชั่นเยอะแยะมากมาย บางสายการบินคิดค่าเครื่องไปกลับไม่ถึง 15000 บาท ซึ่งทำให้พวกเราสามารถจับต้องทะเลสาบไบคาลได้ โดยไม่ต้องฝันอีกต่อไป และอย่างหนึ่งการไปเที่ยวที่ไซบีเรียในช่วงปลายปี นับเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆให้กับเรา โดยทำให้เราหลุดจากกรอบเดิมๆ ที่ต้องยึดติดกับสภาพอากาศหนาวธรรมชาติ แถมที่นี่ถ้าใครโชคดีได้ไปในเวลาที่ประจวบเหมาะพอดีก็อาจจะได้เห็นแสงเหนือได้ง่ายๆอีกด้วย ยังไงก็ลองไปดูกันได้ครับ
Read More
มีการรายงานข่าวสถานการณ์เศรษฐกิจจากกรุงโตเกียว ซึ่งมีการประกาศปรับขึ้นค่าภาษีผู้บริโภคในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยเปลี่ยนค่าอัตราจาก 8% เป็น 10% และเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการแล้ว สร้างความตื่นตัวทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของประชาชนอย่างกว้างขวางและผลักดันให้ประเทศก้าวไปสู้การพยุงตัวของเม็ดเงินและการแข็งค่าทางค่าเงินในประเทศด้วย นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ กล่าวว่าเดิมทีเขาต้องการที่จะปรับอัตราเปอร์เซ็นเหล่านี้มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 แล้ว แต่เนื่องด้วยความผันผวนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังไม่นิ่ง จึงได้มีมติเลื่อนสภาพการปรับรูปแบบออกไปก่อน จนมาถึงเดือนตุลาคมปี 2560 ซึ่งก็มีรายงานการวิเคราะห์ถึงแนวโนมเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนว่าจะมีความอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทางรัฐบาลจำเป็นต้องเลื่อนไปอีกเป็น 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งทางนายกเล็งเห็นว่าไตรมาตรปีนี้ ถือเป็นปีที่เหมาะสมแล้วแก่การเปลี่ยนแปลงทางหน้าหนึ่งของเศรษฐกิจระดับประเทศ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ตาม สำหรับใครที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะการเก็บขึ้นภาษีดังกล่าวนี้ จะเป็นในเชิงสินค้าผู้บริโภคที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า นอกจากนั้นก็เป็นประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไปซึ่งจะมีการชาร์จเพิ่มไปตามวาระไตรมาตร ส่วนสิ่งของเครื่องใช้ที่เหลือ เช่น ข้าว วัตถุดิบ ขนม ของสดต่างๆตามตลาดที่ซื้อกลับไปทำที่บ้านได้ จะคิดในหลักเชิง 8% เหมือนเดิม โดยอาเบะหวังไว้ว่าการขึ้นภาษีจะช่วยพยุงค่าส่วนกลางและชะลอตัวระบบหนี้สาธารณะ รวมถึงการจัดระบบสวัสดิการด้านสุขภาพสำหรับกลุ่มผู้สูงด้วย
Read More
ล่าสุด สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ สายการบินอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นได้เริ่มอัพเดตระบบจัดการใหม่ขึ้นแล้ว หลังจากที่มีการร้องเรียนถึงปัญหาเด็กร้องไห้งอแงจนผู้โดยสารไม่สามารถพักผ่อนบนเครื่องได้เป็นเวลานาน จนปัญหานี้ได้ถูกหยิบยกมาอยู่ในองค์ประชุมและแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยสายการบิน เจแปน แอร์ไลน์ได้เพิ่มระบบจัดการตัวใหม่ก็คือการจองตั๋วในรูปแบบที่สามารถเช็คดูได้ว่าที่นั่งไหนมีเด็กนั่งอยู่บ้าง เพื่อที่คุณจะได้สามารถเลี่ยงการนั่งใกล้เด็กเหล่านั้นและหลีกภัยจากเสียงที่คุณไม่ต้องการนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ถ้าหากคุณต้องการจะจองที่นั่งที่ห่างไกลเด็กแบบนี้ วิธีเดียวที่ทำได้ก็คือให้จองแบบเลือกที่นั่งด้วยตัวเองเท่านั้นครับ ห้ามฝากใครหรือเอเจนซี่ใดจองเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ระบบไอคอนรูปเด็กจะไม่ปรากฏออกมาให้คุณเห็น และคุณอาจจะเสียโอกาสที่นั่งดีๆในระหว่างการเดินทางอันน่าอภิรมย์ไปเลยก็ได้ แต่ถึงอย่างไรแล้ว หลังจากที่ระบบนี้ได้ถูกอัพเดตขึ้นไม่นานก็มีกระแสตอบรับทั้งด้านดีและด้านลบ โดยกระแสชื่นชมก็บอกว่านับเป็นการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมและเท่าเทียม แต่อีกมุมหรือกลับมองเห็นว่ารูปแบบนี้อาจจะทำให้เด็กเล็กมีปัญหาเท่าเดิมก็ได้ ทางที่ดีควรจัดหาสิ่งอื่นมาทดแทนหรือทำให้เด็กเงียบเร็วๆจะดีกว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรแล้ว อย่างน้อยนี่ก็เป็นการเริ่มต้นการแก้ปัญหาที่ดีในระดับหนึ่งและหวังว่า สายการบิน เจแปน แอร์ไลน์ จะมีการพัฒนาและแก้ไขระบบเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการได้มากกว่านี้แน่ๆ ขอขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dailymail.co.uk/ 
Read More
เอาใจมนุษย์ทุกคนที่กำลังแพลนจะไปเที่ยวต่างประเทศในวันสิ้นปี เพื่อจะไปเคาว์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่อย่างสนุกสุขสันต์นะครับ แต่ทว่าเจ้ากรรมยังไม่รู้แพลนว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี วันนี้ทาง Lifepro Travel มีสถานที่แนะนำว่าให้ผู้ชมได้เลือกกัน 1. สิงคโปร์ สิงคโปร์เป็นประเทศที่อยู่ใกล้ประเทศบ้านเราและเป็นเมืองที่พัฒนาได้อย่างสวยงามมากๆ ในวันปีใหม่จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองไม่แพ้ประเทศอื่นๆเลย ซึ่งการจุดพลุส่งท้ายปีก็นับว่าเป็นอะไรที่อลังการเอามากๆ แถมราคาตั๋วก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด แค่ปกติไปกลับ 8200 (ราคาเหวี่ยงตามช่วงเวลา) อาจจะมีชาร์ตแพงกว่าปกติบ้างเล็กน้อยครับ แนะนำว่าขอให้จองล่วงหน้า วางแพลนดีๆแล้วไปจะได้ราคาที่ดีกว่ามาก 2. ฮ่องกง หากคุณมีทุนทรัพย์พอสมควรหน่อย ก็ขอแนะนำเลยว่าให้ควรไปฮ่องกง เนื่องจากฮ่องกงเป็นประเทศที่ติดอันดับการจัดงานเฉลิมฉลองครื้นเครงที่สุดตลอดทุกปี โดยปี 2561 ได้ติดอันดับสอง เนื่องด้วยจากพลุและงานแสงสีเสียง อลังการกินขาดประเทศอื่นๆแบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว และก็คาดว่าปีนี้ก็น่าจะต้องเป็นอะไรที่อลังการกว่าเดิม โดยตอนนี้ราคาตั๋วอยู่ที่ไม่ถึงหมื่นเองครับ แต่ก็ควรติดตามสถานการณ์ให้ดีๆในเรื่องของการประท้วงและม็อบความอันตรายมากมาย อย่างไรก็ดี รอให้เหตุการณ์รุนแรงสงบลงก่อนจะดีกว่า 3. โฮจิมินห์ เวียดนามหรือโฮจิมินห์ ก็เป็นอีกประเทศติดบ้านเราที่กำลังสร้างสรรค์งานเฉลิมฉลองในวันสิ้นปี ซึ่งมีข่าวลือว่าตอนนี้เวียดนามกำลังวางแผนเรื่องพลุงานวันปีใหม่กันแล้ว แถมยังจะขยายพื้นที่จัดงานให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมอีก ใครที่ชอบบรรยากาศเย็นสบายแบบเวียดนามก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรลองไปอย่างยิ่งนะครับ ยิ่งได้ไปเคาว์ดาวน์ที่ Ba Na hill สถานที่ที่สวยติดอันดับในเวียดนามด้วยแล้ว แทบจะไม่ต่างอะไรจากไปยุโรปเลยทีเดียว 4. มาเก๊า มาเก๊าเป็นประเทศเล็กๆที่น่าสนใจในการไปเที่ยวเคาว์ดาวน์แบบประหยัดงบ เพราะเป็นสถานที่ๆมีคนจีนมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานสิ้นปี อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับฮ่องกงด้วยแล้วยิ่งจัดงานสู้ไม่แพ้ฮ่องกงแน่นอน 5. ซาปา...
Read More
ไหนๆทางสถานฑูตอิเดียก็ได้ออกกฏให้มีการลดหลั่นค่าวีซ่าแล้วซึ่งก็มีการจัดทำที่ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถที่จะไปเที่ยวอินเดียกันได้สะดวกและง่ายขึ้นมากกว่าแต่ก่อน อีกอย่างตอนนี้ทางสายการบิน AirAsia ก็ได้เปิดเส้นทางใหม่ของอินเดียเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็น นิวเดลี ชัยปุระ หรือพาราณสี สดๆร้อนๆเลย โดยใครที่สนใจจะไปอินเดียก็สามารถไปติดต่อทำวีซ่ากันได้ง่ายๆแล้ว ซึ่งสามารถขอวีซ่าออนไลน์ได้ช้าสุด 4 วัน และเร็วสุด 120 วันก่อนวันเดินทางครับ แต่ทั้งนี้แล้ว การที่คนเราที่คิดอยากจะไปอินเดียนั้น หลายคนอาจจะต้องคิดว่าคนที่ไปต้องคิดแปลกๆแน่ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วคนไทยมักจะไม่นิยมไปอินเดียกัน เนื่องด้วยจากทัศนคติของเราที่มีต่อชาวแขกไม่ค่อยจะดีเท่าที่คิดไว้ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ คนไทยส่วนมานิยมไปอินเดียกันไม่แพ้ประเทศพัฒนาอย่างญี่ปุ่นหรือจีนเลยล่ะ เพราะมันเต็มไปด้วยเมืองแห่งวัฒนธรรมโบราณและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้หากใครที่สนใจจะไปเที่ยวประเทศนี้ล่ะก็ ลองไปดูข้อมูลกันก่อนว่า ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างและมีอะไรน่าสนใจต่อประเทศนี้กัน 1. ค่าเงินรูปี ค่าเงินรูปีของอินเดีย จะมีค่าของเงินไทยประมาณ 0.5 บาทไทยครับ เพราะฉะนั้น 2 รูปีเท่ากับ 1 บาทไทย บางคนอาจจะคิดว่าเฮ้ย! ถ้าอย่างนั้นบ้านเมืองก็มีสินค้าถูกสิ ความจริงแล้วค่าครองชีพเขาแทบไม่ต่างอะไรจากสิงค์โปร์หรือจีนเลย 2. ภาษา ถ้าคุณไปอินเดีย สิ่งแรกที่คุณไม่ต้องกังวลเลยก็คือภาษา ยิ่งคุณมีภาษาอังกฤษระดับหนึ่งด้วยแล้วยิ่งสบายเข้าไปใหญ่ เพราะคนที่นี่ล้วนพูดภาษาอังกฤษกันได้เกือบทุกคน เนื่องด้วยจากอินเดียได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอื่นๆค่อนข้างหลายด้วย และยังเป็นประเทศที่เก่งด้วยไอทีในระดับโลกอีกด้วย 3. อากาศ การไปอินเดีย สภาพอากาศอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่เข้าใจกัน ทั้งนี้ก็แล้วแต่ชนชาติพื้นเมืองและสภาพความเป็นอยู่ด้วย...
Read More
นับเป็นเรื่องที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ที่ทางการญี่ปุ่นได้กำลังเริ่มมาตราการเก็บค่าส่วนต่างอีกหนึ่งเรื่องในการขึ้นรถไฟที่เรียกได้ว่าสะดวกและรวดเร็วที่สุดติดอันดับโลก นั่นก็คือ รถไฟชินคันเซ็น โดยในช่วงที่ผ่านมาทางการได้มีการตรวจสอบและลงเก็บผลวิจัยว่าประชากรชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวได้ซื้อตั๋วขึ้นรถไฟโดยลากกระเป๋าสัมภาระมาวางไว้และเบียดเสียดกินพื้นที่ในรถไฟซะส่วนมาก ทำให้ทางรถไฟมีพื้นที่ในการเดินและจัดสันได้น้อยกว่าที่คาดการ ทั้งนี้แล้วในปี 2020 ที่กำลังจะถึงนี้ทางญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานกีฬาโอลิมปิกและงานพาราลิมปิก ซึ่งแน่นอนว่าประชากรและนักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลพากันมาใช้บริการรถไฟชินคันเซ็นมากกว่าถึง 3 เท่าเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นแล้วทางญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องออกมาตราการในการเรียกเก็บค่ากระเป๋าเดินทางที่มีขนาดใหญ่กว่า 160 ซ.ม. แล้ว โดยราคาจะเริ่มต้นอยู่ที่ 1000 เยน หรือราวๆ 300 บาท สำหรับคนที่ซื้อตั๋วและไม่ได้จองพื้นที่ของการเก็บสัมภาระเอาไว้ แต่ถ้าหากใครที่ไม่อยากเสียเงินส่วนต่างนี้ วิธีง่ายๆเลยก็คือให้คุณจองตั๋วในรูปแบบออนไลน์ โดยช่องทางการจองก็มีตั้งแต่ในแอพพลิเคชั่น Smart EX หรือ Shinkansen Express Ride รวมถึงสามารถติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่สถานีก็ได้เลยครับ แต่ถ้าเกิดกระเป๋าของคุณมีขนาดเกินกว่า 160 ขึ้นไป ค่าส่วนต่างนี้จะยิ่งมากขึ้นไปอีก จนลิมิตอยู่ที่ 250 ซ.ม. หากเกินกว่านี้จะไม่สามารถนำขึ้นรถไฟได้ ซึ่งทางการรถไฟชินคันเซ็นได้จัดสรรพื้นที่ในการเก็บรักษากระเป๋าของคุณแยกไว้เป็นที่เรียบร้อย เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเดินให้ผู้โดยสารให้สะดวกมากขึ้นนั่นเอง เรื่องน่ารู้ใหม่ของการใช้บริการจองกระเป๋าในชินคันเซ็น โควต้าน้ำหนักจะยังคงเหมือนเดิมคือ คนละ 2 ใบ ไม่เกิน 30 กิโลกรัม มาตราการดังกล่าวนี้จะใช้กับรถไฟในสายของ Tokaido, Sanyo, และ...
Read More
1 2 3