fbpx

เปิดประวัติที่มาของวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักเกิดมาได้อย่างไร

Home > Blog > เปิดประวัติที่มาของวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักเกิดมาได้อย่างไร

ใกล้เข้าสู่เทศกาล วันวาเลนไทน์ ทั้งที งานนี้คุณมีของที่จะเอาไปให้คนที่คุณรักแล้วหรือยัง สำหรับใครที่มีคู่หรือกำลังเริ่มต้นชีวิตความรักที่หอมหวาน เราขอแสดงความยินดีกับคู่ของพวกคุณด้วย เนื่องจากใกล้เข้าสู่วันวาเลนไทน์แล้ว แต่สำหรับใครคนไหนที่ยังไม่มีคู่และไม่รู้จะทำอะไร เราก็ได้นำประวัติของที่มาวันวาเลนไทน์มาฝากกับท่านผู้ชมกันครับ โดยทั้งนี้หลายคนอาจจะเคยรู้กันมาบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามเราก็ได้นำเอาประวัติย่อโดยสังเขปมาให้คุณได้นำกลับมาอ่านเพื่อความบันเทิงกันอีกครั้ง

เทศกาลวันวาเลนไทน์ หรือที่เราเรียกกันว่า Valentine’s Day ในตอนแรกยังไม่ถูกจัดตั้งให้เป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เนื่องจากเทศกาลนี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามในยุคจักรพรรดิโรมัน โดยในสมัยนั้นยังเป็นยุคสมัยที่ปกครองโดย จักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 แห่งกรุงโรม ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นยุคสมัยแห่งสงครามและการชิงอำนาจ พลหทารถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นกำลังพลไปสู่รบ แต่ทว่าแล้วจักรพรรดิคลอดิอัสกลับเห็นว่า ในกรุงโรมไม่มีใครสนใจที่จะสมัครเข้าเป็นทหาร เนื่องด้วยจากพวกเขาไม่อยากไปรบ เพราะจะต้องจากคนที่รักไปนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงออกคำสั่งห้ามไม่ให้ใครจัดพิธีหมั้นหรือแต่งงานโดยเด็ดขาด เพื่อที่จะให้ชายชาตรีทุกคนสนใจมาเกณฑ์ทหาร สร้างความเดือดร้อนและเสียใจต่อเหล่าประชาชนอย่างมาก แต่ในเรื่องร้ายก็ยังคงมีเรื่องดีอยู่บ้าง เมื่อนักบุญคนหนึ่งชื่อ เซนต์ หลุยส์ วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส เล็งเห็นว่าเรื่องที่กษัตริย์ออกคำสั่งเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดหลักศีลธรรมมนุษย์ เขาจึงเริ่มหาทางแอบจัดพิธีแต่งงานกับคู่รักที่อยากแต่งในโบสถ์ของเขา โดยร่วมมือกับเซนต์มาริอัส ในการช่วยจัดพิธี พวกเขาจัดพิธีแต่งงานไปมากกว่า 100 คู่ จนในที่สุด เขาก็ถูกจับได้ในเวลาต่อมาและถูกคุมขังเอาไว้เพื่อรอวันประหาร

เซนต์ วาเลนไทน์ ถูกจองจำอยู่ในคุกเพื่อรอวันตาย แต่ในขณะนั้นเขาก็กลับไปตกหลุมรักกับหญิงสาวซึ่งเป็นลูกผู้คุมขังชื่อว่า จูเลีย เข้า ทำให้ทั้งสองได้รู้จักและรักกัน แต่โชคชะตานำพาให้พวกเขาต้องรักกันแค่ระยะสั้น ก่อนวันประหาร เซนต์ วาเลนไทน์ ได้เขียนจดหมายลา ซึ่งเป็นการพรรณนาถึงความรักของเขาที่มีต่อจูเลีย กระทั่งคำลงท้ายของจดหมายก็ยังเขียนว่า From Your Valentine

เหตุการณ์นี้ได้รับการกล่าวขานไปทั่ว และประชาชนก็ต่างเชิดชูเขาในความรักและความกล้าหาญที่จะทำเพื่อมนุษยชน เขาถูกประหารด้วยการตัดคอ และศพของเขาก็ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส แห่งกรุงโรม และต่อมา นักบวชคาทอลิกที่เลื่อมใสในตัว วาเลนไทน์ก็ได้เลือกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นแค่วันหยุดเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เทพเจ้าจูโน ในกรุงโรมเท่านั้น แต่เวลาต่อมา มันได้กลายมาเป็นวันที่แสดงถึงพลังแห่งความรักและความสวยงาม รวมถึงวันที่สร้างสันติภาพให้กับโลก เพื่อรำลึกถึงนักบวชที่ชื่อ เซนต์ หลุยส์ วาเลนไทน์ มาจนถึงทุกวันนี้